นโยบายรถคันแรก

โดย : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร

ที่มา : คอลัมน์ การเมือง : ทัศนะวิจารณ์

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 กันยายน 2555

นโยบายที่ดูประหนึ่งว่าจะเป็นความสำเร็จของรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ก็คือนโยบายรถคันแรกที่ให้ลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้ซื้อรถคันแรก

 

ในวงเงินภาษีจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งสรุปนโยบายของรถคันแรกได้ดังนี้ คือผู้ซื้อจะต้องมีอายุมากกว่า 21 ปี จะต้องเป็นรถที่ซื้อในช่วงระหว่าง 16 กันยายน 2554 ถึงธันวาคม 2555 เป็นรถที่มีขนาดของเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี (สำหรับรถกระบะไม่จำกัดขนาดของเครื่องยนต์) เป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย ที่มีราคาวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท และห้ามการโอนเปลี่ยนมือภายในระยะเวลา 5 ปี มียกเว้นกรณีรถถูกยึดเนื่องจากไม่ได้ผ่อนชำระต่อ ทั้งนี้รัฐจะคืนภาษีให้เมื่อมีการซื้อและครอบครองรถยนต์ไปแล้วเป็นเวลา 1 ปี
นโยบายรถคันแรกนี้ในเบื้องต้นมีการตั้งเป้าหมายว่า จะให้มีคนซื้อรถภายใต้โครงการนี้จำนวน 500,000 คันและตั้งวงเงินภาษีที่จะคืนประมาณ 30,000 ล้านบาทจึงน่าสนใจที่จะวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งคงจะต้องแยกออกเป็นผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว
กลุ่มที่จะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคงจะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือ ประชาชนผู้บริโภคที่สามารถจะซื้อรถยนต์ได้ในราคาถูกลงเกือบ 100,000 บาทต่อคัน ดังจะเห็นได้ว่ายิ่งใกล้หมดกำหนดในสิ้นปีนี้ก็จะมีคนไปใช้สิทธิ์กันมากขึ้นซึ่งรวมไปถึงผู้ที่มีรถอยู่แล้วส่วนหนึ่งก็จะซื้อรถเพิ่มขึ้น การซื้อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นนี้ก็จะทำให้การใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้นและช่วยผลักดันอัตราการเติบโตเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราที่สูงขึ้น ตัวเลขยอดขายรถยนต์เฉพาะในส่วนของในประเทศมีจำนวน 129,509 คันหรือเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมของปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 63.9 ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากนโยบายดังกล่าว
อีกกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์ก็คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ยอดการผลิตรถยนต์ในเดือนสิงหาคมสูงกว่า 200,000 คันหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.3 ทำให้คาดว่าตลอดทั้งปีนี้จะสามารถผลิตรถยนต์ได้ประมาณ 2.2 – 2.3 ล้านคัน และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของอาเซียน
เมื่อดูผลกระทบทางด้านบวกแล้วก็คงต้องมองอีกด้านหนึ่งของเหรียญด้วยว่า ผลกระทบทางด้านลบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ที่สำคัญๆ ดังนี้
ประการแรกสุด คือ เงินภาษีสรรพสามิต จำนวน 30,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินมาจากของประชาชนผู้เสียภาษีทั้งประเทศที่นำมาชดเชยให้กับโครงการรถคันแรก ก็คงจะเป็นคำถามเชิงนโยบายว่าการจะนำเงินจำนวน 30,000 ล้านบาทไปให้ประชาชนซื้อรถยนต์มาขับขี่ที่เมื่อซื้อมาแล้วก็จะมีค่าเสื่อมลงโดยตลอด หรือควรจะใช้ไปลงทุนในโครงการขนส่งสาธารณะประเภทรถใต้ดิน หรือรถไฟฟ้า ที่ให้บริการกับคนจำนวนมาก และสอดคล้องกับนโยบายการขนส่งของประเทศที่จะเพิ่มการขนส่งในระบบรางหรือรถสาธารณะเมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากต่างประเทศ
ประการที่สอง ยอดการผลิตและยอดจำหน่ายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงนี้ อันเนื่องจากการเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดในระดับ 500,000 คันนี้ เป็นการเพิ่มขึ้นแบบชั่วคราวเพราะยอดรถที่เพิ่มขึ้นในวันนี้จะเพิ่มขึ้นไปอีกระยะหนึ่งถึงประมาณครึ่งแรกของปีหน้าเท่านั้น เนื่องจากบริษัทรถยนต์ยังไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ได้ทันทั้งหมด โดยจะมีการผ่อนผันการส่งมอบออกไปเป็นปีหน้า และน่าจะชัดเจนว่าจะมีการชะลอตัวตัวลงในครึ่งหลังของปีหน้า
ประการที่สาม ธุรกิจรถมือสองที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่ค่อนข้างแรงเนื่องจากราคารถใหม่ภายใต้โครงการรถคันแรกจะปรับตัวลงมาใกล้เคียงกับรถมือสอง ดังนั้นจึงทำให้คนหันไปซื้อรถคันใหม่แทนการซื้อรถมือสอง
ประการที่สี่ คือ การเพิ่มปริมาณรถยนต์โดยไม่สามารถขยายพื้นที่ผิวถนน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีผู้ขอจดทะเบียนรถใหม่ทั่วประเทศขณะนี้มีประมาณ 80,000 คันต่อเดือน จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 40,000 คันต่อเดือน เฉพาะรถที่ขอจดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯ มีประมาณ 40,000 คันต่อเดือน จากเดิม 20,000 คันต่อเดือน ดังนั้นจะเห็นว่าจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นโดยถนนไม่เพิ่มขึ้นจึงทำให้ปัญหาการจราจรรถติดค่อนข้างรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัญหาจราจรนี้นับเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่สำคัญปีละหลายหมื่นล้านบาทที่ยังเป็นปัญหาที่ไม่มีทางออกของประเทศไทย แต่กลับมีการออกนโยบายรถคันแรกมาซ้ำเติมความเดือดร้อน
สำหรับในระยะยาว มีความเป็นไปได้ว่า โครงการดังกล่าวจะทำให้ประชาชนเป็นหนี้มากขึ้นและยังคาดว่าส่วนหนึ่งของประชาชนที่ซื้อรถภายใต้โครงการนี้ จะมีความสามารถผ่อนรถยนต์ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ และหากไม่สามารถผ่อนต่อแล้ว รัฐจะสามารถเรียกคืนภาษีที่ให้ไปก่อนแล้วกลับคืนมาอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจะต้องคิดให้รอบคอบและถี่ถ้วนในการจะออกมาตรการหรือโครงการต่างๆ ที่เน้นเพียงเพื่อความโดนใจที่ได้รับความนิยมและอยากจะให้เปิดใจให้กว้างรับข้อคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ บ้าง

 

ภาพจาก : http://www.thairath.co.th/content/eco/318031

 

 

 

 

Print Friendly

หัวข้ออื่นๆ

ประชุมนำเสนอผลการศึกษาชุดโครงการจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวสำหรับเมืองสุขภาวะดี (พื้นที่เชียงแสน-เชีย...
Policy Brief : การปรับปรุงการผลิตข้าวบนที่สูงโดยแนวทางการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและชุมชน
สัมมนาวิชาการ“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการจัดการทรัพยากรเพื่อชุมชน”

comment closed

Copyright © 2013 นสธ.-นโยบายสาธารณะ · All rights reserved · Designed by Theme Junkie
Powered by WordPress