“การปฏิรูปประเทศ” กับการจัดสรรทรัพยากรที่ “เป็นธรรม”

ความเป็นธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับการอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะกระบวนการปฏิรูป เพราะการที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขสันติต้องมีความเป็นธรรม หากขาดความเป็นธรรมก็จะเกิดความวุ่นวาย เกิดความรุนแรง ถ้ามีความเป็นธรรม ผู้คนก็จะรักกัน รักชาติ รักส่วนรวม หากขาดความเป็นธรรมคนก็จะไม่รักกันและจะนำไปสู่ความขัดแย้ง การสร้างความเป็นธรรมจึงเป็นวาระของคนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สีอะไร อาชีพอะไร ทุกเรื่องเป็นวาระร่วมกันในการสร้างความเป็นธรรม

ความเป็นธรรมต้องมีในทุกเรื่อง

โดยเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ ถือว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตทั้งสิ้น เพราะคนเราเกิดมาก็ต้องมีที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ เช่นเดียวกับการมีอากาศหายใจ ชีวิตจึงจะเป็นปกติสุข ถ้าใครมาผูกขาดอากาศหายใจ ทุกคนคงนึกออกว่าเป็นอย่างไร หากรัฐหรือนายทุนเข้ามาผูกขาดอากาศแล้วสั่งการว่า หากใครจะหายใจต้องมาขออนุมัติก็จะเป็นเรื่องลำบากมาก เช่นเดียวกับเรื่องที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำที่ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตก็ไม่ควรมีใครมาผูกขาด

สมัยโบราณคนเกิดมาก็มีสิทธิในสิ่งเหล่านี้อันถือเป็นสิทธิ์ตามธรรมชาติ ของมนุษย์ ต่อมาเมื่อรัฐเข้มแข็งก็เกิดการรวมศูนย์มากขึ้นก็มาบอกว่า ที่ดินไม่ใช่ของประชาชน ไม่ใช่ของชุมชน แต่เป็นของรัฐ ทั้งที่เดิมทีชุมชนเป็นผู้จัดการการอยู่ร่วมกัน โดยรัฐได้สร้างกรมต่างๆ ขึ้นมาเป็นเครื่องมือของอำนาจรัฐและจัดการเรื่องทรัพยากร เช่น กรมป่าไม้ กรมที่ดิน ฯลฯ ที่ผ่านมาเห็นได้ว่ารัฐไม่สามารถจัดการได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืนได้

วันนี้เรามีกรมป่าไม้ แต่ป่าไม้ก็หมดไปเร็วมาก แม้ว่าเรามีกรมที่ดินแต่การจัดการที่ดินก็ไม่เป็นธรรม ดังจะเห็นว่าเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตกลับไม่มีที่ดินสำหรับการผลิต ตรงกันข้ามผู้ที่ไม่ใช่ผู้ผลิตกลับมีที่ดินอย่างล้นหลาม  อย่างนี้ก็ไม่เป็นธรรม การที่เกษตรจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีที่อยู่อาศัยก็กลายเป็นผู้ขาดความไม่มั่นคงในชีวิตและเกิดปัญหาตามมา อีกมาก ที่ผ่านมามีการทำลายป่าไม้ ทำลายแหล่งน้ำจนทำให้เสียสมดุลย์ทำให้ผู้คนยากจนลง เพราะป่าไม้แหล่งน้ำเป็นเหมือนซุปเปอร์มาร์เกตของชาวบ้าน เช่นเดียวกับคนเมืองที่ต้องการอะไรก็ไปซุปเปอร์มาร์เกต หากป่าสมบูรณ์ชาวบ้านก็ไม่ลำบาก ถ้าป่าหมดไปชาวบ้านก็ลำบาก คนจนยิ่งจนลงเรื่อยๆ เป็นสาเหตุให้ต้องอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองมาเป็นคนจนในเมือง เมื่อมาอยู่ในเมืองก็ถูกไล่ที่ในเมืองเหมือนกับพวกเขาไม่ใช่เป็นคน ทั้งที่การเป็นคนต้องมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าของความเป็นคน ด้วยการต้องมีสิทธิในทรัพยากรที่จำเป็นต่อชีวิต

ประเทศไทยสามารถผลิตอาหารเหลือกิน แต่คนไทยจำนวนมากกลับไม่มีกิน หลายคนยอมขายทุกอย่าง เกษตรกรบางคนต้องขายลูกสาวเพื่อให้ไปเป็นโสเภณี เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรในเมืองไทยทั้งที่เป็นเมืองพุทธ นั่นเพราะเมืองไทยไม่มีความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากร  ความไม่เป็นธรรมเรื่องทรัพยากรจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไข

ในสังคมไทยมีคนจนที่เป็นเกษตรกรถูกจับกุมดำเนินคดี ถูกคุมขังด้วยข้อหาบุกรุกที่ดินของตัวเองเป็นจำนวนไม่น้อย ซึ่งต้องถามว่ามันเป็นไปได้อย่างไร เพราะที่ดินตรงนั้นปู่ย่าตายายอยู่กันมานมนาน แต่ต่อมารัฐกลับออกกฎหมายเรื่องป่าสงวนทำให้เขาผิดกฎหมายทำให้คนกว่าสิบล้าน คนต้องถูกขับไล่ออกจากที่ดินของตัวเอง

นอกจากนี้ยังพบว่ามีความฉ้อฉลในการนำที่ดินของเกษตรกรไปออกเอกสารสิทธิ์ ให้คนอื่นที่เป็นนายทุนเข้ามาถือครองแล้วฟ้องร้องขับไล่ชาวบ้านออกจากที่ดิน ทำกิน คนจนเหล่านี้ต้องไปขึ้นศาลและได้รับการพิจารณาอย่างไม่เป็นธรรม เพราะกระบวนการยุติธรรมบ้านเราเป็นแบบแนวดิ่ง จากตำรวจไปสู่อัยการ แล้วส่งไปฟ้องศาล แล้วคนจนเหล่านี้จะมีทางสู้ได้อย่างไร พวกเขาจะเอาเงินที่ไหนมาจ้างทนาย เวลาถูกจับดำเนินคดีก็เสียเวลา ไม่ได้เอาเวลาไปทำมาหากินทำให้พวกเขาจนลงไปอีก

ขณะนี้ความไม่เป็นธรรมก็ดำรงอยู่จึงต้องปฏิรูปเรื่องการจัดการทรัพยกรให้ เป็นธรรม เกษตรกรต้องมีที่ดินเพื่อทำกินและอยู่อาศัย หากเขามีที่ดินพวกเขาก็จะปลูกต้นไม้ เมื่อนั้นป่าไม้ก็จะกลับคืนมาสู่สังคมไทย ความสมดุลย์ก็จะกลับคืนมา เขาจะมีเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเรามีแต่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีที่ดินก็ไปด้วยกันไม่ ได้ ต้องมีที่ดินถึงจะไปด้วยกันได้ ดังจะเห็นว่าการปฏิรูปเกษตรกรทุกคนต้องมีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย บ้านเมืองถึงจะมั่นคงขึ้น เมื่อนั้นฐานเศรษฐกิจจากรากก็จะส่งขึ้นมาถึงเศรษฐกิจข้างบนทำให้ทุกอย่างคืน ไปสู่สมดุลย์ ทั้งชีวิต เศรษฐกิจ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหาในเมือง คนจนเมืองก็จะดีขึ้น เพราะฐานในชนบทที่ถือเป็นฐานใหญ่ดีขึ้น เมื่อคนอยู่ได้ เลี้ยงชีพได้พื้นที่รอบนอกก็จะรองรับการตกงานได้ทั้งหมด ตรงนี้ถือเป็นความเป็นความตายของประเทศเลยทีเดียว

การจะทำให้สังคมสันติสุขจำเป็นต้องปฏิรูปที่ดินและจัดการที่ดินให้ เกษตรกรทุกคนมีที่ดินทำกินและที่อยู่พักอาศัย ถ้ามีที่ดินเสียอย่างถึงแม้เงินไม่มีจะทำอะไรก็ได้จะปลูกบ่อเลี้ยงปลาก็ได้ ปลูกผักก็ได้ ทุกอย่างจะดีขึ้นหมด ส่วนจะมีมากแค่ไหนนั้นมองว่า การทำเกษตรแบบยั่งยืนหรือเกษตรพอเพียง ครอบครัวละ 5-6 ไร่ก็พอกินแล้ว ถ้าทำเพื่อขาย 15 ไร่ก็ไม่พอกินและหากทำเช่นนั้นท้ายสุดก็จะกลายเป็นหนี้สินจนสูญเสียที่ดินไป ถ้าทำเกษตรยั่งยืนก็อยู่ได้ โดยกรณีของคุณคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ จ.บุรีรัมย์ เคยทำวิจัยว่าทำอย่างไรที่ดิน 1 ไร่จะสามารถเลี้ยงครอบครัวได้ ซึ่งทำได้จริง

หากเราจัดการให้เกษตรกรทุกครอบครัวมีที่ดิน มีสระน้ำประจำครอบครัวก็จะทำให้พวกเขาเลี้ยงปลา ปลูกผักและปลูกพืชได้ เมื่อนั้นความเป็นป่าความชุ่มชื้นก็จะกลับคืนมา การที่เกษตรกรมีที่ดินถือว่าทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา หรือแม้แต่เรื่องประชาธิปไตยดีขึ้น เพราะเรื่องที่ดินเป็นหัวใจของทุกเรื่อง หากจะพัฒนาประเทศจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้ได้

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ได้เสนอการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรและได้เสนอในรายละเอียดถึงการถือครอง ที่ดินว่า ไม่ควรเกิน 50 ไร่ เรื่องนี้ไม่ถือเป็นของใหม่เพราะเคยเกิดขึ้นแล้วในสมัยจอมพล ป. โดยช่วงนั้นมีนายทุนเข้ามาซื้อที่ดินจึงออกกฎหมายห้ามถือครองที่ดินเกิน 50 ไร่ ต่อมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ได้ล้มกฎหมายนั้นไปแล้วเปิดสิทธิให้คนมีที่ดินกี่พัน กี่หมื่นไร่ก็ได้

กระบวนการปฏิรูปทรัพยากรควรมองถึงการจัดการอำนาจด้วย เพราะที่ผ่านมาอำนาจรัฐเกิดการรวมศูนย์จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปการ บริหารประเทศด้วยการเปลี่ยนจากการเอากรมเป็นตัวตั้งมาเป็น  “เป็นพื้นที่เป็นตัวตั้ง” ที่เรียกว่า “เทศาภิวัฒน์” เพราะการเอากรมเป็นตัวตั้งจะพัฒนาแบบบูรณาการไม่ได้ เนื่องจากต้องแยกเป็นเรื่องๆ หากจะบูรณาการต้องเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง แต่ละพื้นที่ก็มีชุมชนอีกเป็นร้อยแปดพันเก้าชุมชนครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ หากรวมตัวกันก็มีพลังมหาศาล ขณะที่กรมต่างๆ มีพลังน้อย ดังจะเห็นว่ารัฐมนตรีคนเดียวก็สามารถสั่งอธิบดีได้หมด ถือเป็นการรวมศูนย์อำนาจ

ดังนั้นเราควรคืนสิทธิกลับไปยังชุมชนท้องถิ่น เพราะเขาสามารถจัดการการอยู่ร่วมกันได้ หากทำเช่นนี้ก็จะทำให้เกิดการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ เพราะสิ่งยากๆ อำนาจอย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องอาศัยการรวมตัวที่เป็นทางราบแล้วจะมีทางออก การปฏิรูปการเมืองแบบมีส่วนร่วมต้องกระชับพื้นที่ขึ้นมาจากข้างล่างที่เรียก ว่า “ประชาธิปไตยทางตรงจากประชาชน” เพราะประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็นที่รู้กันทั่วโลกมีว่า เพี้ยนไปมาก แต่เราต้องนำเสียงจากประชาชนทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกท้องถิ่นเป็นตัวตั้งเพื่อการปฏิรูปประเทศในระยะยาว

 

ศ.นพ.ประเวศ  วะสี

ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554

 

 

 

Print Friendly

หัวข้ออื่นๆ

ปฏิรูปโครงสร้าง ปฏิรูปวิธีคิด สร้างความสัมพันธ์ใหม่
การพัฒนามิติความเชื่อมโยงอาเซียน-อินเดีย
สังศิต ชี้ลงทุน 2 ล้านล้าน เชื่อมจีนถึงคุ้ม จี้โปร่งใสให้ปชช.ตรวจสอบได้

comment closed

Copyright © 2011 นสธ.-นโยบายสาธารณะ · All rights reserved · Designed by Theme Junkie
Powered by WordPress