ค่ายารั่วพันล้านต่อปี คลังสั่งสอบหมอ-ข้าราชการ 1.3 แสนราย

หนังสือพิมพ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลสวัสดิการข้าราชการ หลังจากพบว่าภาระงบประมาณด้านค่ารักษาพยาบาลสวัสดิการข้าราชการได้เพิ่มมาก ขึ้นกว่า 62,195.57 ล้านบาทต่อปีภายในปี 2553  และในอนาคตอันใกล้จะเพิ่มถึงแสนล้านบาท ล่าสุด กระทรวงการคลังต้องออกมาตรการควบคุมการเบิกจ่ายยา พร้อมตรวจสอบความผิดปกติการเบิกจ่ายยาระหว่างผู้ป่วยแพทย์และบริษัทยา

นางสาวสุภา ปิยะจิตติ  รองปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงข้อมูลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ว่า ได้พบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากที่กรมบัญชีกลาง เริ่มนำเอาระบบการเบิกตรง เพื่อให้ข้าราชการไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไปก่อน สร้างความสะดวกและช่วยข้าราชการที่มีรายได้น้อย ไปรักษาพยาบาลได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล แต่ปัญหาของการเบิกตรง ทำให้เกิดรั่วไหลที่อาจส่อไปในทางไม่โปร่งใส โดยมีงบเพิ่มขึ้นและเกินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร 20-30% ต่อปี

งบบานปลายเพราะ “จ่ายตรง”
หลังจากคลังเปิดระบบการเบิกจ่ายตรงในปี 2547 เป็นปีแรก กรมบัญชีกลาง พบว่า มีการเบิกจ่ายเกินงบประมาณที่ตั้งเอาไว้จำนวนมาก โดยในปี 2547 งบประมาณที่ได้รับ 17,000 ล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่ายจริง 26,043.11 ล้านบาท ปี 2548 งบที่รับ 18,000 ล้านบาท ใช้จ่ายจริง 29,380.03 ล้านบาท ปี 2549 ได้จัดสรรงบประมาณให้ 20,000 ล้านบาท  ใช้จ่ายจริง 37,004.45 ล้านบาท
ปี 2550 ได้จัดงบประมาณให้ 30,000 ล้านบาท ใช้จ่ายจริง 46,481.05 ล้านบาท  ปี 2551 ได้รับจัดสรรงบประมาณ  48,500 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายจริง 54,904.48 ล้านบาท  ปี 2552 ได้รับจัดสรรงบประมาณให้  48,500 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายจริง  61,304.47 ล้านบาทปี 2553 ได้รับจัดสรรงบประมาณ 48,500 ล้านบาท  มีค่าใช้จ่ายจริง 62,195.ล้านบาท
น.ส.สุภา กล่าวว่า ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มปีละ 20% หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 5,000 ล้านบาท ทำให้ต้องเข้ามาตรวจสอบถึงอัตราที่เพิ่มมากขึ้นว่ามาจากตรงไหนบ้าง  เพราะพบว่าอัตราการเบิกจ่ายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจาก ผู้ป่วยใน ที่นอนโรงพยาบาล แต่มาจากค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่พบว่า 83% ของค่ารักษาพยาบาลมาจากค่ายา เนื่องจากการเบิกจ่ายยาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ทำให้ไม่สามารถควบคุมการใช้ยาที่เหมาะสมได้
” ทีมตรวจสอบที่กรมบัญชีกลางเข้าไปตรวจสอบพบว่า โรงพยาบาลจำนวนมาก สั่งจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ ส่วนใหญ่เป็นยาต้นแบบนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาแพง จึงสันนิษฐานว่าน่าจะมีการใช้ยาไม่เหมาะสมทำให้งบประมาณค่ายาเพิ่มสูงขึ้น อย่างมาก” น.ส.สุภา กล่าว
จากข้อมูลการสำรวจ ของกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับการใช้ยาของสถานพยาบาล ที่มีการให้บริการผู้ป่วยนอกมากกว่า 100,000 ครั้งต่อปีจากโรงพยาบาล 34 แห่ง ในช่วงเดือนต.ค. 2551 ถึงเดือนก.ค. 2552 พบว่า มีการเบิกการสั่งใช้ยาคิดเป็นมูลค่ารวม 13,185 ล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นยานอกบัญชีมูลค่ากว่า 8,812.32 ล้านบาท หรือ 66.8% ของมูลค่ายาทั้งหมด

พบ ขรก.แสนรายเบิกยาผิดปกติ
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลที่สันนิษฐานว่า มีการเบิกจ่ายยาผิดปกติ โดยพบมีข้าราชการและญาติกว่า 21,688  คน ที่เบิกยาเกินกว่า 30,000 ต่อเดือน และยังพบว่ามีผู้ไปใช้สิทธิ์ในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 3 ครั้งต่อเดือนมีมากถึง 134,842 คน และพบว่ามีผู้ใช้สิทธิเกิน 3 ครั้ง พร้อมเบิกจ่ายเกิน 30,000 บาทต่อเดือนมากถึง 6,388 คน โดยจำนวนเงินที่คาดว่าน่าจะมีการเบิกจ่ายผิดปกติมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อเดือน
“ได้สั่งให้จับตาและตรวจสอบคนกลุ่มนี้ทั้งแพทย์  ข้าราชการ ที่ไปใช้สิทธิว่าผิดปกติหรือไม่เพราะ ตามหลักการทั่วไปและข้อมูลจากแพทย์เอง ผู้ป่วยนอกจะเข้าโรงพยาบาลมากที่สุดไม่น่าจะเกิน 2 ครั้ง แต่เข้าไปเกิน 3 ครั้ง จึงน่าสงสัย รวมไปถึงเบิกเกินกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน  หมายถึงอาจจะเบิกมากถึง 50,000 บาทต่อเดือน เพราะจากการตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการรักษาของผู้ป่วยเรื้อรังที่มีราคาแพง ไม่น่าจะเกินหนึ่งหมื่น หรือสองหมื่นบาทเท่านั้น”
น.ส.สุภา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่อยากบอกว่าเป็นการทุจริต เพราะเราพบเพียงว่า มีข้อมูลการเบิกจ่ายยาที่ผิดปกติเท่านั้น  แต่จากจำนวนข้าราชการ 5 ล้านคน แม้ว่าจะดูจำนวนไม่มาก แต่พฤติกรรมการใช้ยาส่อไปในทางทุจริต  จึงต้องตรวจสอบคนกลุ่มนี้อย่างละเอียด โดยจะไล่ตรวจสอบว่า เข้าไป 3 ครั้ง ไปทำไม ยาที่ใช้เบิกจ่ายเอาไปอะไร ต่อหรือไม่ รวมไปถึงพฤติกรรมการสั่งยาของแพทย์และโรงพยาบาล เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ด้วยหรือเปล่า เชื่อว่าอีกไม่นาน เราจะพบว่าใครทำอะไรผิดบ้างในกรณีนี้
“ที่ผ่านมา เราทำเพียงการแจ้งไปยังต้นสังกัด ว่าลูกน้องเข้ารพ.เกิน 3 ครั้งเตือนเขาด้วย แต่ครั้งนี้เราตรวจสอบพบว่าไล่ลงไปทีละรายถึงสาเหตุถ้าทุจริต เอาผิดทางวินัยได้เลย” น.ส.สุภา กล่าว

บัญชีดำแพทย์จ่ายยาไม่เหมาะสม
ส่วนการตรวจสอบแพทย์ น.ส.สุภา  กล่าวว่า กรมบัญชีกลาง กำลังตรวจสอบพฤติกรรมการ สั่งจ่ายยาของแพทย์เช่นกัน โดยหากเราพบว่าแพทย์ท่านใดจ่ายยากนอกบัญชียาหลัก 100% สันนิษฐานว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องวิธีคิด หรือมีความสัมพันธ์กับบริษัทยาหรือไม่ ถ้าตรวจพบเราจะขึ้นบัญชีดำแพทย์ที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ทันที
“ตอนนี้จากข้อมูลการเข้าออกโรงพยาบาลผิดปกติ และการเบิกยาเกินและ เรากำลังไล่ลงไปตรวจสอบว่า แพทย์คนไหน โรงพยาบาลอะไรที่มีพฤติกรรมการจ่ายยาผิดปกติ  เพราะแพทย์ควรจะช่วย ควบคุมค่าใช้จ่าย ให้รัฐ ขณะนี้มีแบล็คลิสต์อยู่ว่าหมอคนไหนบ้างที่มีพฤติกรรมการจ่ายยาไม่เหมาะสม” น.ส.สุภา กล่าว
น.ส.สุภา ยังกล่าวอีกว่า การเบิกจ่ายยาของกระทรวงคลังจะยึดหลักตามบัญชียาหลักแห่งชาติ ที่มีคณะกรรมการยาแห่งชาติ ทำหน้าที่ในการคัดสรรเพื่อให้ทุกคนมีเข้าถึงยา อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างคุ้มค่าเหมาะสม ซึ่งในบัญชียาหลักมีหลายร้อยรายการที่ใช้ได้ หลายรายการอาจจะเป็นยาสามัญที่ผลิตในประเทศ แต่ยาออกฤทธิ์ในการรักษา เหมือนกัน ราคาถูกกว่า  แต่ยานอกบัญชี เราก็ยอมให้ใช้ ถ้ายาในบัญชียาหลักไม่มี หรือจำเป็นต้องใช้

นายแพทย์สัมฤทธิ์ ศรีธำรงสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) กล่าวว่า เมื่อมีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์การเบิกจ่ายตรงแล้วจากฐานข้อมูล สำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ พบว่าค่าใช้จ่ายในการเบิกจ่ายของผู้ป่วยนอกมากถึง 37,778  ล้านบาท และ 38,905 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่ายาที่เบิกจ่ายประมาณ 84%

กลุ่มโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และโรงพยาบาลรัฐนอกสังกัดกระทรวง มีส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายสูงสุด 50% ส่วนโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป มีส่วนแบ่งค่าใช้จ่ายเพียง 27%

ป.ป.ท.เปิดวงจรเวียนเทียนยา
นายประยงค์  ปรียาจิตต์  รองเลขาธิการคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กระทรวงยุติธรรม   กล่าวว่า ป.ป.ท. ได้รับข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง ว่า การใช้ยาโป่งเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ  จึงส่งข้อมูลมาให้ตรวจสอบ จากการนำสืบพบพฤติกรรมที่น่าสงสัยประมาณ  2 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขไม่มาก แต่ได้ส่งไปที่ ป.ป.ช. โดยกรณีแรก มีพฤติกรรมการชอปปิง
ส่วนอีกหนึ่งกรณี คือ การสวมสิทธิผู้ป่วยที่เป็นข้าราชการ เพื่อเบิกจ่ายยาอยู่ระหว่างการดำเนินการจึงไม่สามารถเปิดเผยได้  นอกจากนี้ ยังพบว่ามีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงได้ส่งข้อมูลไปยัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้มีการตรวจสอบด้วย  ซึ่งเรื่องการทุจริตยาจำเป็นต้องร่วมมือกันตรวจสอบหลายหน่วยงาน เพราะทางกรมบัญชีกลางส่งฟ้องแล้ว 10 ราย แต่อัยการสั่งยกฟ้องหมด เพราะการชอบปิงยาเป็นลักษณะการเวียนเทียนตามโรงพยาบาลที่ต้องทำคดีเชื่อมโยง กัน แต่การฟ้อง เป็นการดำเนินคดีเป็นรายๆ แต่ละโรงพยาบาลทำให้ไม่พบความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้
นายประยงค์ กล่าวว่าสิ่งที่ตรวจสอบจากข้อมูลของ กรมบัญชีกลาง มีความผิดในลักษณะ 3 กรณีคือ การชอปปิงยา ซึ่งเกี่ยวข้องกับแพทย์  โรงพยาบาล และ ผู้ป่วย เราตรวจสอบพบว่า มีแหล่งปล่อยยา ตามเว็บไซต์ รับซื้อยาและร้านขายยาในจุดใหญ่ คือ ร้านขายหน้า รพ.ศิริราช  สะพานควาย  อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  ที่มีร้านขายยาเป็นจำนวนมาก  กรณีที่สอง คือ การสวมสิทธิอันนี้ ของข้าราชการและ กรณีสุดท้ายคือการยิงยา ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของแพทย์ และบริษัทยา แต่ตรวจสอบยากเพราะเป็นเรื่องดุลยพินิจของแพทย์

“อัมมาร” ชี้สวัสดิการ ขรก.มีปัญหายาแพง
ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงปัญหายาแพงว่า ปัญหานี้ในระบบสวัสดิการข้าราชการมีแน่ แต่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่มีปัญหา เพราะเป็นการใช้ยาตามบัญชียาแห่งชาติ ในส่วนของยาแพงในระบบหลักประกันถ้วนหน้า บางรายการเราจำเป็นต้องจ่ายให้แก่ผู้ป่วย  เช่น ยารักษาโรคมะเร็งที่มีราคาแพง ประกอบกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายระบบยาพุ่งตาม จึงมีการบริหารโดยดึงงบประมาณเหมาจ่ายส่วนหนึ่งมาใช้บริหารจัดการกับยาเหล่า นี้เอง แต่โรงพยาบาลไม่เห็น
“ยาแพงในระบบสวัสดิการข้าราชการ เกิดจากการเบิกจ่ายแต่ยานอกบัญชี ขณะที่กรมบัญชีกลาง ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ผู้จ่ายเงินตามที่มีการเบิกจ่ายเท่านั้น ซึ่งเป็นอำนาจตามกฎหมาย และกำหนดว่าจะให้สิทธิ์แก่ใคร แต่ไม่มีสิทธิบอกว่าต้องให้ยาอะไร หรือใช้ยามากไปหรือไม่ แต่ในระยะหลังมานี้ทางกรมบัญชีกลางเริ่มออกวางมาตรการควบคุมแล้ว”  ดร.อัมมาร กล่าว
ดร. อัมมาร  กล่าวว่า ในช่วงที่มีการปรับระบบเพื่อคุมค่ารักษาพยาบาล กรมบัญชีกลาง ได้นำระบบค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในอัตราค่าบริการตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย หรือเรียกว่าเป็นการซื้อโรค ส่วนใครจะใช้ยาอย่างไร ถูกแพง เราไม่รู้เรื่อง แต่เราจ่ายภายในงบประมาณที่จำกัด ซึ่งใช้สำหรับผู้ป่วยใน
“ทันทีที่กรมบัญชีกลางประกาศดีอาร์จี  ปรากฏว่ามีโรงเรียนแพทย์ระดับแถวหน้าของประเทศ เปลี่ยนมาใช้ยาสามัญกับผู้ป่วยในหมดจากเดิมที่ใช้ยาต้นแบบที่มีราคาแพงอยู่ บ้าง นั่นหมายความว่าเขายอมรับว่ายาสามัญจริงๆ มีคุณภาพออกฤทธิ์ในการรักษาโรคเหมือนกัน แต่ในส่วนผู้ป่วยนอกที่ยังไม่มีมาตรการควบคุมกลับไม่ยอมใช้ยาสามัญและบอกว่า คุณภาพยาต่างกัน” ดร.อัมมาร กล่าว
สำหรับหลักเกณฑ์การเบิกยานอกบัญชี ขณะนี้กรมบัญชีกลางกำลังจะยกเลิกการเซ็นเบิกจ่ายที่ต้องให้แพทย์ 3 คน ลงความเห็น เพราะพบว่ามีการเซ็นใบอนุมัติใช้ยานอกบัญชีไว้ล่วงหน้า เมื่อใครต้องการใช้ยานอกบัญชี ก็สามารถดึงมาเบิกจ่ายได้เลย
“ระบบการเบิกยานอกบัญชีเดิมโรงพยาบาลต้องมีแพทย์ที่มีอำนาจเซ็น 3 คน โรงพยาบาลบางแห่งเซ็นชื่อรอเอาไว้แล้ว 2 คน เหลือเอาไว้ช่องหนึ่งสำหรับแพทย์ที่รักษา ดึงลงมาก็เซ็นเพื่อจ่ายยานอกบัญชีได้เลย เรื่องนี้กรมบัญชีกลางเขารู้ทัน กำลังจะยกเลิก เพราะควบคุมค่าใช้จ่ายยาบางตัวไม่ได้”

ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554 หน้า 1

 

 

Print Friendly

หัวข้ออื่นๆ

อย.เตือนอันตรายผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง-ฆ่าเชื้อที่มีกลิ่นหอม
กรณีสารเคมีตกค้างในผักและผลไม้เพื่อส่งออก : เศษเสี้ยวของปัญหาระบบธรรมาภิบาลอาหารไทย
ผลวิจัยพบฉี่'เด็ก-คนแก่'มีสารก่อมะเร็งจากพิษหมอกควัน

comment closed

Copyright © 2011 นสธ.-นโยบายสาธารณะ · All rights reserved · Designed by Theme Junkie
Powered by WordPress