นักวิชาการจี้กรมชลฯปรับแผน แนะเจาะถนนระบายน้ำก่อนท่วมกรุง

กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554



จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังทรงตัว และการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยยังคงมีปัญหา ระบายได้เพียง 400-500 ล้านลบ.เมตรต่อวันนั้น ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัย มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ในพื้นที่ กทม. ยังคงต้องจับตาภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ในช่วง 14-18 ตุลาคม แม้จะผ่านช่วงวิกฤติไปแล้ว เพราะจะมีปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ส่วนปัญหาน้ำระบายจากภาคเหนือ อาจจะยังทรงตัวและปริมาณน้ำจากฝนในช่วงนี้เบาบางลงบ้างแล้ว แต่ก็ต้องพยายามระบายน้ำออกทะเลให้ได้มากที่สุด

“ผมคิดว่า กทม.ยังไม่พ้นวิกฤติ ยังต้องจับตาดูต่อเนื่องถึงปลายเดือนนี้ แม้น้ำเหนือจะเบาลง ปริมาณฝนเบาบางลง แต่น้ำทะเลยังคงหนุนสูง และปัญหาในการระบายเพิ่มขึ้นหลายจุด จากความขัดแย้งในชุมชน ที่ทำให้การระบายอาจจะไม่เป็นไปตามแผน” ดร.เสรีกล่าว   
แนะจับตาคลองรังสิต
ส่วน พื้นที่ต้องเฝ้าระวังมากที่สุด ดร.เสรี บอกว่า ต้องเฝ้าระวังน้ำที่ล้นเข้ามาในคลองรังสิต ในฝั่งตะวันออกจะต้องประคับประคองให้ได้ เพราะถ้าล้นคลองรังสิตสร้างปัญหาในพื้นที่ กทม. ชาวบ้านฝั่งตะวันออก มีนบุรี หนองจอก จะพบปัญหาน้ำเอ่อท่วม ส่วนฝั่งตะวันตก น้ำทะลักเข้าสามโคก ไม่สามารถต้านไว้ได้แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง คือ คลองมหาสวัสดิ์ และทวีวัฒนา ชาวบ้านที่อยู่ฝั่งธนบุรี ต้องเฝ้าระวัง ติดตามข้อมูลข่าวสารจากราชการ และเตรียมเก็บข้าวของ
“ต้องจับ ตาคลองรังสิต ต้องประคับประคองและสู้กับน้ำ เพื่อให้เกิดการระบายมากที่สุด และในส่วนของชุมชนที่ขัดแย้งเรื่องการระบายน้ำ รัฐต้องเร่งไปทำความเข้าใจ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา” ดร.เสรีกล่าว

 


หวั่นน้ำเหนือทะลักเข้ากรุง
ดร.สุทัศน์ วีรสกุล นักวิชาการสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในช่วงนี้ไม่ใช่ภาวะปกติ เพราะปริมาณน้ำมีจำนวนมาก วิธีการบริหารจัดการน้ำในช่วงนี้ ไม่สามารถใช้วิธีการปกติได้ แต่กรมชลประทาน ยังคงใช้วิธีการบริหารน้ำในแบบเดิม ทำให้การคลี่คลายสถานการณ์ทำได้ยาก และใช้เวลานาน
ส่วนใน พื้นที่ กทม.นั้น ดร.สุทัศน์ วิเคราะห์ว่า น้ำทะเลหนุน ไม่ได้สร้างปัญหากับกำแพงกั้นน้ำ ที่ กทม.สร้างมาตั้งแต่ปี 2538 เพราะสามารถรองรับได้ สร้างไว้ค่อนข้างแข็งแรง แต่ปัญหาน้ำเหนือจากที่ท่วมขังนิคมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในพื้นที่อยุธยา รวมไปถึงน้ำที่ท่วมนครสวรรค์ ที่ไหลลงมาเติมในแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดเวลา ระบบการระบายน้ำที่ดีอยู่แล้ว อาจจะไม่สามารถรองรับได้ เพราะช่องในการระบายน้ำออก ทำได้ไม่มากเท่ากับปริมาณน้ำที่เติมเข้ามาตลอดเวลา
“น้ำเหนือ เป็นปัญหาที่ต้องเร่งระบาย การที่มีน้ำมาเติมเรื่อยๆ แล้วเราผันออกไปที่คลองระพีพัฒน์ บางปะอิน ทางฝั่งตะวันออก ช่องการระบายน้ำออกน้อยมาก ตามไม่ทันน้ำที่เพิ่มเข้ามา ตอนนี้น้ำล้นคลอง 1 วิธีการระบายน้ำ โดยการผันน้ำเข้าคลอง ซึ่งรับน้ำได้ไม่มาก จึงไม่เพียงพอ และจะสร้างปัญหา เนื่องจากกระบอกน้ำเจ้าพระยามีน้ำเติมตลอดเวลา แต่ช่องระบายออกเล็กมาก”
ชี้กรมชลฯ ต้องเร่งระบายน้ำ
ดร.สุทัศน์ กล่าวว่า ต้องขยายการระบาย กรมชลประทาน ใช้วิธีการปกติในการระบายน้ำที่มีจำนวนมากโดยการผันน้ำเข้าคลอง ทางฝั่งตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นคลอง 1 คลอง 8-คลอง 10 อาจไม่เพียงพอกับช่วงวิกฤติ น้ำเหนือที่ท่วมขัง ยังไม่คลายวิกฤติ เช่น นครสวรรค์ และน้ำในนิคมฯ ยังท่วมอีกหลายแห่ง หากน้ำเข้ามาเติมเรื่อยๆ อาจล้นคลองรังสิต เข้ามาที่คลองเปรมประชากร และในที่สุด ก็ล้นทะลักเข้า กทม.
“ผมว่าบริหารน้ำแบบเดิมไม่ได้ การระบายน้ำเข้าคลองแบบที่กรมชลประทานใช้ อาจไม่เพียงพอ และคิดว่าการเจาะถนนที่บริษัททีมเสนอ น่าจะมีการนำมาพิจารณา เพราะหากช่วยเพิ่มช่องทางระบายทางฝั่งตะวันออก โดยการเจาะถนน 8 เส้น ระดับการตัดถนนๆ ละ 5 เมตร สามารถลดปริมาณน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ได้มากถึง 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร ซึ่งถือว่าเยอะมาก”
เร่งตัดสินใจแผน 2 ระบายน้ำ
ดร.สุทัศน์ ชี้ว่า รัฐบาลควรมีแผนระบายน้ำแผนที่สอง หากรอให้น้ำล้นคลองรังสิต แล้วค่อยตัดสินใจ อาจไม่ทันกาล ต้องส่งทีมงานไปดูรายละเอียด ขยายเส้นทางการระบายน้ำในฝั่งตะวันออก และเตรียมพร้อมประชาชน หากจำเป็นต้องตัดถนนบางเส้น ซึ่งผลกระทบกับชาวบ้านในพื้นที่ฝั่งตะวันออกมีไม่มาก เพราะเป็นพื้นที่น้ำท่วมอยู่แล้ว เพียงแต่หากเพิ่มช่องทางระบายน้ำ ชาวบ้านที่ท่วมขัง 1 เดือน จะลดเวลาท่วมขังลง 1-2 สัปดาห์ ซึ่งข้อมูลนี้ ต้องอธิบายและสร้างความเข้าใจ
“ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลรอจังหวะหรือ ไม่ในการดำเนินการ แต่การเตรียมแผนที่สองเอาไว้ ไม่เสียหายอะไร ไม่จำเป็นต้องรอให้น้ำล้นคลองรังสิตก่อนถึงมาตัดสินใจช่วงนั้น เพราะอาจสายเกินไป น้ำทะลักเข้า กทม.และหลายพื้นที่แล้ว”
ดร.สุทัศน์ บอกด้วยว่า สิ่งที่อยากเห็น คือ การเตรียมพื้นที่อพยพ เช่น หากน้ำทะลักคลองรังสิตชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว ต้องเตรียมอพยพในจุดใดบ้าง สิ่งเหล่านี้รัฐบาลยังบอกไม่ชัดเจน ต้องออกมาระบุพื้นที่อพยพให้ชัดเจนกว่านี้
ชี้นิคมฯ นวนคร บล็อกทางน้ำไหล
ด้าน ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต้องยอมรับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะแก้ปัญหาแค่ปลายเหตุ ที่ผ่านมา เราได้ศึกษาพื้นที่เอาไว้ตั้งแต่ปี 2526 แต่การทำงานไม่ได้เป็นไปตามแผนฯ หลายพื้นที่ระบุว่า เป็นพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ใน จ.อยุธยา หรือแม้แต่นิคมฯ นวนคร ก็เป็นที่ราบลุ่ม แต่เราก็ปล่อยให้พื้นที่ดังกล่าว สร้างเป็นนิคมฯ ทั้งๆ ที่รู้ว่าจะมีปัญหา
“พื้นที่นิคมฯ นวนครเดิม บล็อกทางน้ำไหล สร้างปัญหาในการระบาย จากนี้ไป รัฐบาลต้องจริงจังกับการใช้พื้นที่ให้มากขึ้น โดยเฉพาะกรมผังเมือง ต้องมีบทบาทมากขึ้น และงานศึกษาวิจัยที่ทำกันไว้ควรนำออกมาพิจารณากันใหม่”

 

ที่มา : http://web.parliament.go.th

อ้างอิงรูปภาพ :  http://www.rd1677.com

http://www.bangkokbiznews.com

http://www.nesac.go.th

 

Print Friendly

หัวข้ออื่นๆ

การพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายการบริหารจัดการน้ำ
นักวิชาการรุมสับ "รถคันแรก" ก่อมลพิษ
ปัญหาของร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน

comment closed

Copyright © 2011 นสธ.-นโยบายสาธารณะ · All rights reserved · Designed by Theme Junkie
Powered by WordPress