การศึกษานโยบายสาธารณะเพื่อเพิ่มระดับนวัตกรรม

 

“โครงการวิจัยนโยบายสาธารณะเพื่อยกระดับไทยให้พ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง”  ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยของแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) ได้จัดประชุมระดมความเห็นเรื่อง  “การศึกษานโยบายสาธารณะเพื่อเพิ่มระดับนวัตกรรม”  ซึ่งเป็นประเด็นศึกษาย่อยประเด็นหนึ่งในโครงการวิจัยดังกล่าว   ในวันอังคารที่  9 ตุลาคม 2555 เวลา  12.00-16.30 น.  ณ  ห้องประชุมดวงกมล  ชั้น 2   โรงแรมเดอะสุโกศล (สยามซิตี้)  ถนนศรีอยุธยา  เขตพญาไท  กรุงเทพมหานคร   โดย ดร.สมชัย จิตสุชน และดร.นณริฏ พิศลยบุตร ผู้รับผิดชอบโครงการ  เป็นผู้นำเสนอกรอบแนวคิดวิธีการศึกษาและความก้าวหน้าโครงการวิจัย  ร่วมกับการอภิปรายระดมความคิดเห็น

กับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) คือ ปรากฏการณ์ที่ประเทศหนึ่งสามารถยกระดับจากประเทศยากจนเป็นประเทศรายได้ปานกลางอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงได้  ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่ติดกับดักนี้   หนึ่งในอุปสรรค์ที่ทำให้ไทยไม่สามารถหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง คือ ขาดการพัฒนานวัตกรรมที่จะนำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพได้   ในการศึกษาเกี่ยวกับการเพิ่มระดับนวัตกรรมสำหรับประเทศไทยนั้นผู้วิจัยได้เลือกกรณีศึกษาจาก 3 อุตสาหกรรม เพื่อประกอบการวิจัยในประเด็นนวัตกรรม ซึ่งประกอบไปด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์  สิ่งทอ และยางพารา  โดยผลการศึกษาพบว่า ทั้งสามอุตสาหกรรมมีความเหมือนกันคือ รัฐดำเนินนโยบายเชิงรุก ซึ่งเป็นการแทรกแซงกลไกตลาด หรือทำการผลิตเอง เช่น กำหนด product champion, technology champion การทำการวิจัยด้านการเกษตรโดยภาครัฐและถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกร ฯลฯ แต่ขาดแนวทางการปรับเปลี่ยนจากนโยบายรุกเป็นเชิงรับซึ่งคือการที่รัฐไม่แทรกแซงกลไกตลาดโดยตรง แต่อาจมีมาตรการเพื่อลดความล้มเหลวของตลาดร่วมด้วย

ผลจากการดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างเดียวทำให้ธุรกิจขาดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง ขาดการปรับตัว ไม่พยายามที่จะพึ่งพาตนเอง และขาดการเรียนรู้ อันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม  ยกตัวอย่างเช่น การแทรกแซงราคายางทำให้เกษตรกรไม่พยายามที่จะเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาผลผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในตลาดโลก แม้ราคายางในตลาดโลกจะตกต่ำแต่เกษตรกรก็ยังผลิตยางมากเท่าเดิม ไม่มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และปรุงคุณภาพยางเพราะรัฐบาลการันตีว่าจะให้ราคาสูง จึงมุ่งผลิตเพื่อขายอย่างเดียว เป็นต้น  ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบสนองต่อ product champion และการแข่งขันในอนาคตได้

สำหรับทางออกในการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางนั้นผู้วิจัยเสนอแนวทางหลัก 3 แนวทาง อันได้แก่

1.) การพัฒนานวัตกรรมโดยมีพื้นฐานจากการสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีภาคเอกชนเป็นศูนย์กลาง คือเป็นผู้ที่พัฒนานวัตกรรมขึ้นและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง มากกว่าจะได้รับการริเริ่มและสนับสนุนจากภาครัฐเพียงผู้เดียวซึ่งทำให้ภาคเอกชนไม่เกิดกระบวนการการเรียนรู้และพึ่งพาตนเอง กลายเป็นเพียง rent seeking มากกว่าจะพัฒนานวัตกรรมด้วยตัวเอง

2.) การสร้างความสอดคล้องของนโยบาย  โดยกำหนดสามนโยบายหลักที่ประกอบไปด้วย นโยบายสนับสนุนการลงทุน  นโยบายสนับสนุนการอัพเกรด และนโยบายสนับสนุนทำนวัตกรรม ให้สอดคล้องกัน

3.) กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้จากการใช้นโยบายเชิงรุก แต่มีเงื่อนไขการเปลี่ยนเป็นนโยบายเชิงรับที่ชัดเจนและสอดคล้องกับแรงจูงใจ   ซึ่งควรมีลักษณะ คือ ควรดำเนินนโยบายเชิงรุกในระยะแรก โดยไม่เป็นการเลือกผู้ชนะในระดับกิจการ (picking the winner) แต่อาจเลือกสนับสนุน technology champion  ร่วมกับการเสริมนโยบายโดยการกำหนด product standard, technology standard ที่เร่งให้เกิดนวัตกรรม  จากนั้นก็จะนำไปสู่การมีเงื่อนไขปรับเปลี่ยนเป็นนโยบายเชิงรับที่ชัดเจนในภายหลัง

หลังจากการนำเสนอสิ้นสุดลง ทางคณะผู้วิจัยได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เสนอแนะความคิดเห็น เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการสร้างความจัดเจนให้ประเด็นการศึกษาและพัฒนาโครงการการวิจัยต่อไป  โดยในการนี้ได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนเข้าร่วมระดมความคิดเห็นด้วย  เช่น  สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ   ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ   สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นต้น

 

 

 

Print Friendly

หัวข้ออื่นๆ

Microsofinance Inclusion Map-MIM
การประชุมนำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินงานของโครงการวิจัยภายใต้ชุดโครงการจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวสำ...
รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับการจัดการสิ่งแวดล้อม

comment closed

Copyright © 2012 นสธ.-นโยบายสาธารณะ · All rights reserved · Designed by Theme Junkie
Powered by WordPress